เพชรแลปคืออะไร ?เพชรแลป vs เพชรธรรมชาติ vs เพชรปลอม 💎

เพชรแลป ตั้งแต่เหมืองเพชรแลป วิธีการผลิต วีธีแยกแยะ ประเภทเพชรแลป ข้อดี ข้อเสียแบบเจาะลึก พร้อมตารางเปรียบเทียบโดยละเอียดที่เดียวจบ พร้อมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องที่คุณควรรู้

“เพชร สัญลักษณ์แทนความรัก”

อย่างไรก็ตามการเกิดขึ้นของเพชรแลปทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเพชรได้ง่ายขึ้น ราคาเพชรธรรมชาติตกลง คุณภาพเพชรธรรมชาติที่หายาก เพชรแลปสามารถทำได้เร็วและต้นทุนต่ำ หลายปีมานี้คนรุ่นใหม่ต่างหันมาซื้อเพชรแลปแทนเพชรธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ Happy Giver จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการหาเพชรแลปที่ดีราคาถูกมาทำให้ทุกคู่รักและผู้ชื่นชอบการแต่งตัวมีความสุข

สารบัญ

1. เพชรคืออะไร

2. เพชรแลปคืออะไร

3. เพชรแลป – CVD เป็นเพชรที่สร้างโดยการสะสมไอเคม

4. เพชรแลป – CVD เป็นเพชรที่สร้างโดยการสะสมไอเคมี

5. ตารางเปรียบเทียบเพชรแลป CVD และ เพชรแลป HPHT

6. เพชรแท้ ธรรมชาติ

7. ตารางเปรียบเทียบเพชรธรรมชาติ และ เพชรแลป

8. เพชรปลอม (เลียนแบบ) – CZ (Cubic Zirconia)

9. ตารางเปรียบเทียบเพชรและ CZ (Cubic Zirconia)

10. เพชรปลอม (เลียนแบบ) – เพชรโมอิส เพชรโมอีส เพชรมอยส์ซาไนต์ 

11. ตารางเปรียบเทียบเพชรและ เพชรโมอิส เพชรโมอีส เพชรมอยส์ซาไนต์

12. คริสตัล

13. ควอทซ์

14. แซฟไฟร์

15. เพชรเบลเยี่ยม เพชรรัสเซีย และ เพชรอินเดีย

16. การตรวจเพชรแท้ปลอม การแยกแยะเพชรธรรมชาติ เพชรแลป CVD  เพชรแลป HPHT เพชรเลียนแบบ CZ มอยส์ซาไนต์ คริสตัล ควอทซ์ และ แซฟไฟร์

17. IGI vs GIA ใบเซอร์เพชรแลป 

18. วิธีเลือกเพชรแลป 4C, สัดส่วนเพชร, ตำแหน่งของสิ่งสกปรกบนเพชร, ฟลูออเรสเซนต์ และ คอมเมนท์ 

1. เพชรคืออะไร

เพชรคือ ธาตุของคาร์บอนจำนวนมากเชื่อมต่อกันเป็นโมเลกุลและ โดนแรงกดดันสูง และความร้อนในที่อุณหภูมิสูงมากเป็นระยะเวลานาน อัดตัวแน่นจึงเกิดเป็นของแข็ง มีลักษณะใสเมื่อโดนแสงจะมีประกายแวววาว สะดุดตา ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มีของความหายาก และความสวยงาม ทำให้เพชรเป็นที่ต้องการมาก และเป็นอัญมณีที่หลายคนต้องการ

2.เพชรแลปคืออะไร

เพชรแลปคือ เพชรที่ได้รับการสร้างในแลปซึ่งมีการผลิตจะมี 2 วิธี นั่นคือเพชร HPT – high pressure high temperature(สร้างโดยแรงดันสูง/อุณหภูมิสูง)  และ CVD- chemical vapour deposition (การสะสมไอเคมี) คุณสมบัติทางการกระจายแสง ทางกายภาพ และเคมีเหมือนกับเพชรธรรมชาติ อย่างไรก็ตามเราสามารถแยกแยะได้โดยร่องรอยของการผลิต

  • เหมืองเพชรแลปที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ใน จีน (ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนเพชรทั้งหมด) อินเดีย (1 ใน 4 และมีชื่อเรื่องการเจียระไนเพชร) อเมริกา (มีเทคโนโลยีใหม่ๆและได้รับการยอมรับกันแพร่หลาย) สิงคโปร์  (โฟกัสที่งานวิจัยและกระจายสินค้า) รัสเซีย (มีชื่อเสียงด้านเพชรธรรมชาติและกำลังค่อยๆพัฒนาเพชรแลป)  จะสังเกตุได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงที่มีการผลิตเพชรแลป แตกต่างกับเพชรธรรมชาติที่ผลิตในแถบทวีปแอฟริกาใต้ ที่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก
  • เกิน 90% เพชรที่แลปเป็นเพชรคุณภาพสูง ส่วนใหญ่เพชรแลปเป็นการผลิตโดย CVD ซึ่งมีการเช็คคุณภาพเป็นระยะๆ เพื่อความมั่นใจในคุณภาพ และขั้นตอนสุดท้ายยังมีการผ่านกระบวนการ HPHT เพื่อทำลายไนโตรเจนและทำให้เพชรใสสะอาด มากกว่านั้นยังสามารถทำสีต่างๆได้ด้วย
  • หลักการเลือกเพชรแลปทั่วไป 4c คือ Color สี, Clarity ความสะอาด, Carat ขนาดหรือกะรัต, และ Cut การเจียระไน
  • การปรับปรุงคุณภาพเพชร (Diamond Treatment) เช่น การยิงเลเซอร์เพื่อทำลายสิ่งเจือปน (Inclusion), การฉายรังสีเพื่อเปลี่ยนสีหรือทำให้ใสขึ้น หรือ กระบวนการ High Pressure High Temperature ก็ใช้ได้เช่นกัน เหมือนกับเพชรธรรมชาติทุกประการ
  • ราคาเพชรแลป เพชรที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพจะมีราคาสูงกว่า และ เพชรที่มีค่า 4C สูงกว่าก็จะมีราคาสูงกว่า เช่น เพชร D color จะแพงกกว่า E color ถ้าคุณสมบัติอื่นเทียบเท่ากัน อนาคตราคาเพชรแลปจะมีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ราคาเพชรแลปเม็ดใหญ่จะมีราคาดีกว่าเพชรธรรมชาติหลายเท่าตัวๆเพราะสามารถเติบโตได้ง่ายในห้องสูญญากาศ จึงเป็นที่นิยมมากๆ
  • ปริมาณเพชรแลป ปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆเพราะสามารถผลิตได้ไม่จำกัด ราคาเพชรจะค่อนข้างต่างกันในแต่ละร้านค้าเนื่องจาก หาราคากลางค่อนข้างยากแต่หลักๆจะมีราคาไม่เกินครึ่งหนึ่งของราคาเพชรแท้ที่อ้างอิงจากราคากลางใน Rapaport 
  • เพชรแลปหาง่าย ปัจจุบันหาง่ายกว่าเพชรธรรมชาติ ในอนาคตจะยิ่งหาง่ายมากขึ้นเรื่อยๆเพราะสามารถผลิตได้เรื่อยๆในต้นทุนที่ถูกลงเรื่อยๆ และมีคุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

3.เพชรแลป - CVD เป็นเพชรที่สร้างโดยการสะสมไอเคมี

  • ขั้นตอนการผลิตเพขรแลป CVD 
    1.  ใส่ เมล็ดเพชร และ ก๊าซคาร์บอน ซึ่งเป็นธาตุองค์ประกอบหลักของเพชระลงไปในห้องปิดสูญญากาศ
    2. ให้ความร้อนห้องประมาณ 900-1200°C โดยจำเป็นต้องมั่นใจได้ว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในห้อง ซึ่งจำทำให้เพชรมีสิ่งเจือปนหรือมีตำหนิได้
    3. ยิงลำแสงให้ความร้อนแก่แก๊ซคาร์บอนทำให้คาร์บอนตกตะกอนเกาะอยู่บนเมล็ดเพชร
    4. เมล็ดเพชรจะถูกนำออกจากห้องมาขจัดคราบคาร์บอนที่ไม่ใช่เพชรออกทุกๆสองถึงสามวัน
    5. กระบวนการทั้งหมดใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์
  • ลักษณะเด่นเพขรแลป CVD คุณภาพทางกายภาพและเคมีเหมือนเพชรธรรมชาติทุกประการ หลังจากผลิตสำเร็จแล้วจะขอบกราไฟต์สีดำหรือน้ำตาลเข้มที่ต้องตัดออก โดยทั่วไปเพชรแลป CVD จะผลิตได้จำนวนที่มากกว่าเพชรแลป HPHT ขึ้นอยู่กับขนาดของห้องและจำนวนเมล็ดเพชร ทั้งนี้เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่าจึงมีราคาย่อมเยาว์กว่าเพชร HPHT ซึ่งเลียนแบบการเกิดของเพชรด้วยแรงดันและอุณหภูมิที่สูงใต้พื้นผิวโลก
  • การเพิ่มคุณภาพเพชรแลป – CVD หลังจากการผลิต เพชรจะมีสีน้ำตาลอ่อนๆเนื่องมาจากการเจือปนของแก็ซไนโตรเจนและแก็ซอื่นๆ เราสามารถทำการอบให้ความร้อนเพื่อให้สีขาวสะอาดขึ้น หลายครั้งๆอาจผ่านกระบวนการแรงดันสูงและอุณหภูมิที่สูง เพื่อให้ได้เพชรทีมีมีสีสะอาดก่อนการเจียระไน
  • เพชรแลป CVD มีความนิยมมากกว่า เพชรแลป HPHT เนื่องด้วยราคาที่ถูกกว่า และ คุณภาพที่ค่อนข้างสูง เช่น สี ความสะอาด ตำหนิ  จำนวนกะรัตที่ใหญ่ 

4.เพชรแลป - HPHT เป็นเพชรที่สร้างโดยแรงดันสูง/อุณหภูมิสูง

  • ขั้นตอนการผลิตเพขรแลป HPHT 
    1. ใส่ 1) สารตั้งต้นธาตุคาร์บอนบริสุทธิ์ เช่น กราไฟต์หรือเพชรธรรมชาติขนาดเล็ก 2)น้ำประสานโลหะ และเมล็ดเพชรขนาดเล็กลงในแคปซูล และวางในแท่นอัด 
    2. ให้ความร้อนแคปซูลจนถึงอุณหภูมิ 1,300º ถึง 1,600º C และใช้แรงดันสูงถึง 59,200 บรรยากาศ ซึ่งจะส่งผลให้ธาตุคาร์บอนละลายลงในนำ้ประสานของโลหะ ส่วนประกอบของน้ำประสานของโลหะจะแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนผสมของโคบอลต์ Co เหล็ก Fe และ นิกเกิล Ni ซึ่งช่วยลดอุณหภูมิที่จำเป็นสำหรับการก่อตัวของเพชร 
    3. เช็คคุณภาพและรอเวลา เริ่มต้นหลักชั่วโมงจนถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของเพชรที่ต้องการ 
    4. สำหรับ เพชรแลป –  HPHT สารคาร์บอนตั้งต้นที่ละลายแล้วจะตกผลึกรอบเมล็ดเพชร
  • ลักษณะเด่นเพขรแลป HPHT  คุณภาพทางกายภาพและเคมีเหมือนเพชรธรรมชาติทุกประการ หลังจากผลิตสำเร็จแล้วจะมีผลึกตกค้างรอบๆ และ น้ำประสานโลหะจะถูกละลายหายไปด้วยความดันและอุณหภูมิที่สูง
  • คุณภาพเพชรแลป HPHT จะสูงกว่าเพชรแลป – CVD เพียงเล็กน้อยเพราะ เพชรแลป CVD จะเติบโตได้เร็วกว่า และอาจจะไม่สะอาดเท่าเพชรแลป HPHT อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถแยกเพชรแลป CVD, HPHT และเพชรธรรมชาติด้วยตาเปล่าของคนธรรมดา สำหรับผู้เชี่ยวชาญสามารถแยกออกได้โดยโครงสร้างด้านในโดย CVD จะมีรูปทรงโครงสร้างที่เทียบเท่ากัน แต่ HPHT จะมีสิ่งเจือปนหลายแบบในโครงสร้างเนื่องจากน้ำประสานโลหะที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์
  • การเพิ่มคุณภาพเพชรแลป – HPHT โดยส่วนใหญ่จะต้องผ่าน กระบวนการให้ความร้อนเพิ่มเติมหลังจากนำออกมาจากแท่นอัด ซึ่งจะทำให้เพชรมีสีและความบริสุทธิ์ มากขึ้น และยังสามารถเปลี่ยนสีของเพชร ได้อีกด้วย เช่น ให้ความร้อนด้วยโบรอน B สามารถทำให้เพชร HPHT เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินได้ ให้ความร้อนด้วยนิกเกิล Ni สามารถทำให้เพชร HPHT เปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ ฉายรังสีสามารถเปลี่ยนให้เป็นสีชมพูหรือแดงได้
  • ราคาเพชรแลป HPHT จะสูงกว่าเพชรแลป CVD เนื่องด้วยขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนกว่าและใช้ระยะเวลานานกว่าในการผลิต

5. ตารางเปรียบเทียบเพชรแลป CVD และ เพชรแลป HPHT

 เพชรแลป CVD เพชรแลป HPHT
ขั้นตอนการผลิตสะสมไอเคมีในห้องสุญญากาศใช้แรงดันสูงและอุณหภูมิสูงเลียนแบบสภาวะการก่อตัวของเพชร
ต้นทุนการผลิตคุ้มต้นทุนมากกว่าเนื่องจากเติบโตได้เร็วกว่าหลักสัปดาห์แพงกว่าเนื่องจากเงื่อนไขที่ซับซ้อนและใช้พลังงานมาก เติบโตได้ในหลักเดือน
สี (Color)ปรับแต่งเพื่อให้ได้สีต่างๆ ได้หลากหลาย รวมถึงสีไม่มีสีและสีแฟนซีโดยทั่วไปจะผลิตเพชรที่มีโทนสีธรรมชาติ ซึ่งอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาวะการเจริญเติบโต
ความสะอาด (Clarity)บริสุทธิ์สูงและมีตำหนิเพียงเล็กน้อยมีตำหนิภายในมากขึ้น เนื่องจากเลียนแบบการเติบโตแบบธรรมชาติ
ขนาดกะรัต (Carat)ขนาดใหญ่ด้วยต้นทุนต่ำได้ขนาดอาจถูกจำกัดโดยเงื่อนไขกระบวนการเจริญเติบโต
การทรีทเมนต์มีการทรีทเมนต์เพิ่มเติมเพื่อให้สีสันและความชัดเจนมากขึ้น เช่น ความร้อน และ ฉายรังสีโดยทั่วไปแล้วจะไม่ค่อยผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพ
ความยากง่ายในการหามีจำหน่ายแพร่หลายและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในตลาดมีจำหน่าย แต่หายากกว่าเพชรแลป CVD
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมากเนื่องจากผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นและประสิทธิภาพขั้นสูงใช้พลังงานมากและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง แต่น้อยกว่าการขุดเพชรจากเหมือง
แยกแยะด้วยสายตา (ดูรูป)ไม่มีหรือมี เส้นสานเสื่อ Tatami น้อยมากๆ หากส่องด้วยแว่นขยาย 10 เท่าใน 1 facet ของเพชรไม่มีหรือมี เส้นสานเสื่อ Tatami น้อยมากๆ หากส่องด้วยแว่นขยาย 10 เท่าใน 1 facet ของเพชร
แยกแยะด้วยแม่เหล็ก Neodymium
(ดูรูป)
ไม่ดูดจะดูดกับแม่เหล็กเนื่องจากมีน้ำประสานโลหะตกค้างอยู่
การแยกแยะด้วยการนำไฟฟ้า (ดูรูป)ปกติเพชรธรรมชาติและเพชรแลป CVD จะเป็นฉนวนไฟฟ้า และ เครื่องจะโชว์ว่าเป็นเพชรแท้เครื่องจะโชว์ว่ามีการนำไฟฟ้าที่ดี ไม่ใช่เพชรธรรมชาติแต่แท้จริงแล้วอาจเป็น เพชรแลป HPHT (เพราะ เพชรแลป HPHT มีโลหะเจือปน), มอยส์ซอไนต์สังเคราะห์, หรือเพชรสังเคราะห์อื่นๆที่นำไฟฟ้าได้ดี
แยกแยะด้วยการนำความร้อน
(ดูรูป)
เพชรแท้และเพชรแลปสามารถนำความร้อนได้ดีเพชรแท้และเพชรแลปสามารถนำความร้อนได้ดี
แยกแยะด้วย UV light (long & short wave) ด้วยความต่างของ Fluorescence
(ดูรูป)
เพชรแลปจะมีแสง Fluorescence สูงมาก (สีสด) ใน short wave และ น้อยมากใน love wave ซึ่งเพชรธรรมชาติจะมีผลลัพธ์ตรงข้ามกัน สีสดกว่าใน long waveเพชรแลปจะมีแสง Fluorescence สูงมาก (สีสด) ใน short wave และ น้อยมากใน love wave ซึ่งเพชรธรรมชาติจะมีผลลัพธ์ตรงข้ามกัน สีสดกว่าใน long wave
Phosphorescence หรือแสงที่สว่างในที่มืดเพชร CVD เป็นส่วนน้อยที่มี Phosphorescence แต่เพชร HPHT จะมี Phosphorescenceเพชร CVD เป็นส่วนน้อยที่มี Phosphorescence แต่เพชร HPHT จะมี Phosphorescence
สรุปในมุมมองผู้ซื้อเพชรแลป CVD มีราคาที่คุ้มค่ามีสีให้เลือกมากกว่า มีจำนวนในตลาดมากกว่าเพชรแลป HPHT สามารถผลิตขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่เพชรแลป HPHT จะค่อนข้างหายากกว่าและมีราคาที่สูงกว่าเนื่องจากการผลิตที่ซับซ้อน นิยมผลิตขนาดเล็กเท่านั้น

6.เพชรแท้ธรรมชาติ

  • เพชรธรรมชาติคือธาตุคาร์บอนบริสุทธิ์ เกิดขึ้นใต้พื้นโลกมากกว่า 40 กิโลเมตร โดยผ่านความร้อนสูงและความกดดันสูง โดยจะพบมากที่สุดหลังจากภูเขาไฟประทุ เพราะผลึกเพชรจะประทุขึ้นมาด้วย
  • เหมืองเพชรธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ใน รัสเซีย แคนาดา บอตสวานา แอฟริกาใต้ แองโกลา คองโก จะสังเกตุได้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในแถบทวีปแอฟริกาใต้ เพราะการขุดเหมืองเพชรนั้นจำเป็นต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก
  • 80% ของเพชรธรรมชาติที่ขุดเป็นเพชรคุณภาพต่ำ นำไปใช้ในกิจการอุตสาหกรรมต่างๆ เนื้อเพชรมักมีตำหนิแตกร้าวจำนวนมากหรือมีเนื้อทึบไม่ใส่ ไม่มีประกายเมื่อโดนแสง เพราะมีแร่ธาตุอื่นเข้าไปผสมมากเกินไป
  • หลักการเลือกเพชรธรรมชาติทั่วไป 4c คือ Color สี, Clarity ความสะอาด, Carat ขนาดหรือกะรัต, และ Cut การเจียระไน 
  • การปรับปรุงคุณภาพเพชรธรรมชาติ (Diamond Treatment) เช่น การยิงเลเซอร์เพื่อทำลายสิ่งเจือปน (Inclusion), การฉายรังสีเพื่อเปลี่ยนสีหรือทำให้ใสขึ้น หรือ กระบวนการ High Pressure High Temperature ก็ใช้ได้เช่นกัน
    ราคาเพชรธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพจะมีราคาสูงกว่า และ เพชรที่มีค่า 4C สูงกว่าก็จะมีราคาสูงกว่า เช่น เพชร D color จะแพงกกว่า E color ถ้าคุณสมบัติอื่นเทียบเท่ากัน อนาคตราคาเพชรมีโอกาสที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากเพชรแลปที่เข้ามาทดแทน และคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเพชรแลปกันมากขึ้นเรื่อยๆ
    ปริมาณเพชรธรรมชาติ ราคาเพชรจะถูกกำหนดโดย บริษัท De Beers ซึ่งเป็นเจ้าของเพชรมากกว่า 50% ของโลก (Jan 2025) และมีส่งผลกับราคาใน Rapaport ราคากลางของเพชร
  • เพชรธรรมชาติหาง่ายขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเพชรคุณภาพสูง เพราะเพขรแท้ไม่ได้รับความนิยมเท่าเดิม จำนวนเพชรคุณภาพสูงที่ไม่ได้ถูกปล่อยสู่ตลาดยังอยู่ในมือ De Beers ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นผู้ควบคุมราคาเพชรแท้ ในอนาคตมั่นใจได้เลยว่าราคาเพชรแท้จะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากผู้คนรุ่นใหม่ต่างหันไปซื้อเพชรแลปกันมากขึ้นเรื่อยๆ และคนแต่งงานน้อยลง อีกทั้งเพชรธรรมชาติไม่ได้เป็นตัวพิสูจน์รักแท้อีกต่อไป

7. ตารางเปรียบเทียบเพชรธรรมชาติ และ เพชรแลป 



เพชรธรรมชาติ
เพชรแลป HPHT และ CVD
ขั้นตอนการผลิต
ขุดจากเหมืองใต้ดินตามธรรมชาติ สะสมไอเคมีในห้องสุญญากาศหรือใช้แรงดันสูงและอุณหภูมิสูงเลียนแบบสภาวะการก่อตัวของเพชร
ต้นทุนการผลิต
สูงมากเนื่องจากต้องใช้เครื่องขุดเจาะและแรงงาน ราคาถูกกว่าเพขรธรรมชาติ โดยเฉพาะเพชรแลป CVD
คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี
เหมือนเพชรธรรมชาติทุกประการ เหมือนเพชรธรรมชาติทุกประการ
ความสะอาด (Clarity)
มีตำหนิตามธรรมชาติ ค่อนข้างสวยและมีตำหนิเล็กน้อย สั่งทำได้
ขนาดกะรัต (Carat)
ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเล็ก หาเม็ดใหญ่ได้ง่าย
การทรีทเมนต์
มีและไม่มีการทรีทเมนต์เพิ่มเติม ส่วนใหญ่จะมีการทรีทเมนต์เพิ่มเติม
ความยากง่ายในการหา
หาค่อนข้างยากแต่จะหาง่ายขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากความนิยมลดลงแต่ปริมาณเพชรมีมากขึ้น หาง่ายมากโดยเฉพาะเพชรแลป CVD
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
มากเนื่องจากต้องใข้แท่นขุดเจาะและคนงานจำนวนมาก ขั้นตอนซับซ้อน สารเคมี และมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรอบ น้อยเนื่องจากผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นและประสิทธิภาพขั้นสูง
แยกแยะด้วยสายตา (ดูรูป)
ไม่สามารถแยกออกได้, หากใช้แว่นขยาย 10 เท่า ด้านข้างด้านหนึ่งของเพชรหากถูกแสงจะมีแถบลายเส้นสานเหมือนเสื่อ Tatami ไม่สามารถแยกออกได้, หากใช้แว่นขยาย 10 เท่า ไม่มีแถบลายเส้นสานเหมือนเสื่อ Tatami หรือ มีน้อยมากๆ
แยกแยะด้วย UV light (long & short wave) ด้วยความต่างของ Fluorescence (ดูรูป)
เพชรแลปจะมีแสง Fluorescence สูงมาก (สีสด) ใน short wave และ น้อยมากใน love wave ซึ่งเพชรธรรมชาติจะมีผลลัพธ์ตรงข้ามกัน สีสดมากใน long wave เพชรแลปจะมีแสง Fluorescence สูงมาก (สีสด) ใน short wave และ น้อยมากใน love wave ซึ่งเพชรธรรมชาติจะมีผลลัพธ์ตรงข้ามกัน สีสดมากใน long wave
Fluorescent แสงที่สว่างในที่มืด (ดูรูป Sherlock Holmes 4.0 Yehuda)
เพชรธรรมชาติสะท้อนแสงเป็นสีน้ำเงิน เพชรแลปสะท้อนแสงเป็นสีแดง
สรุปในมุมมองผู้ซื้อ
ถ้าเลือกซื้อเพชรธรรมชาติ ในอนาคตราคาขายจะตำต่ำลงเรื่อยๆ ขาดทุนค่อนข้างเยอะ เพชรแลป ราคาคุ้มค่าเหมาะกับการใช้งาน และราคาก็จะตกต่ำลงเช่นกัน อาจจะไม่สามารถขายต่อได้ในราคาดี แต่ขาดทุนไม่เยอะ

7. ตารางเปรียบเทียบเพชรธรรมชาติ และ เพชรแลป 



เพชรธรรมชาติ เพชรแลป HPHT และ CVD
ขั้นตอนการผลิต ขุดจากเหมืองใต้ดินตามธรรมชาติ สะสมไอเคมีในห้องสุญญากาศหรือใช้แรงดันสูงและอุณหภูมิสูงเลียนแบบสภาวะการก่อตัวของเพชร
ต้นทุนการผลิต สูงมากเนื่องจากต้องใช้เครื่องขุดเจาะและแรงงาน ราคาถูกกว่าเพขรธรรมชาติ โดยเฉพาะเพชรแลป CVD
คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี เหมือนเพชรธรรมชาติทุกประการ เหมือนเพชรธรรมชาติทุกประการ
ความสะอาด (Clarity) มีตำหนิตามธรรมชาติ ค่อนข้างสวยและมีตำหนิเล็กน้อย สั่งทำได้
ขนาดกะรัต (Carat) ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเล็ก หาเม็ดใหญ่ได้ง่าย
การทรีทเมนต์ มีและไม่มีการทรีทเมนต์เพิ่มเติม ส่วนใหญ่จะมีการทรีทเมนต์เพิ่มเติม
ความยากง่ายในการหา หาค่อนข้างยากแต่จะหาง่ายขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากความนิยมลดลงแต่ปริมาณเพชรมีมากขึ้น หาง่ายมากโดยเฉพาะเพชรแลป CVD
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มากเนื่องจากต้องใข้แท่นขุดเจาะและคนงานจำนวนมาก ขั้นตอนซับซ้อน สารเคมี และมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรอบ น้อยเนื่องจากผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นและประสิทธิภาพขั้นสูง
แยกแยะด้วยสายตา (ดูรูป) ไม่สามารถแยกออกได้, หากใช้แว่นขยาย 10 เท่า ด้านข้างด้านหนึ่งของเพชรหากถูกแสงจะมีแถบลายเส้นสานเหมือนเสื่อ Tatami ไม่สามารถแยกออกได้, หากใช้แว่นขยาย 10 เท่า ไม่มีแถบลายเส้นสานเหมือนเสื่อ Tatami หรือ มีน้อยมากๆ
แยกแยะด้วย UV light (long & short wave) ด้วยความต่างของ Fluorescence (ดูรูป) เพชรแลปจะมีแสง Fluorescence สูงมาก (สีสด) ใน short wave และ น้อยมากใน love wave ซึ่งเพชรธรรมชาติจะมีผลลัพธ์ตรงข้ามกัน สีสดมากใน long wave เพชรแลปจะมีแสง Fluorescence สูงมาก (สีสด) ใน short wave และ น้อยมากใน love wave ซึ่งเพชรธรรมชาติจะมีผลลัพธ์ตรงข้ามกัน สีสดมากใน long wave
Fluorescent แสงที่สว่างในที่มืด (ดูรูป Sherlock Holmes 4.0 Yehuda) เพชรธรรมชาติสะท้อนแสงเป็นสีน้ำเงิน เพชรแลปสะท้อนแสงเป็นสีแดง
สรุปในมุมมองผู้ซื้อ ถ้าเลือกซื้อเพชรธรรมชาติ ในอนาคตราคาขายจะตำต่ำลงเรื่อยๆ ขาดทุนค่อนข้างเยอะ เพชรแลป ราคาคุ้มค่าเหมาะกับการใช้งาน และราคาก็จะตกต่ำลงเช่นกัน อาจจะไม่สามารถขายต่อได้ในราคาดี แต่ขาดทุนไม่เยอะ

8. เพชรปลอม (เลียนแบบ) - CZ (Cubic Zirconia)

Cz ผลิตจากเซอร์โคเนียมไดออกไซด์ เป็นเพชรสังเคราะห์เลียนแบบเพชรแท หรือคนรุ่นก่อนมักเรียกว่า เพชรสวิสหรือเพชรรัสเซีย ราคาไม่แพง แวววาว และทนทานแต่ไม่เท่าเพชรแท้ ราคาถูกมากๆ

9.ตารางเปรียบเทียบเพชรธรรมชาติ และ CZ (Cubic Zirconia)

เพชรธรรมชาติ
CZ (Cubic Zirconia)
คุณภาพ
ปกติจะสีเหลืองนิดๆ มีตำหนิตามธรรมชาติ สีขาวใสไม่มีตำหนิทำในแลป แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อเวลาผ่านไป จะมีสีค่อนข้างเข้มภายใต้แสงอาทิตย์
ค่าความแข็ง (Mohs)
10 8.5 เป็นรอยและแตกได้ง่าย
ธาตุ
คาร์บอน เซอร์โคเนียมไดออกไซด์
น้ำหนัก
ปกติ หนักกว่าเพชร 2 เท่า
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
มากเนื่องจากต้องใข้แท่นขุดเจาะและคนงานจำนวนมาก ขั้นตอนซับซ้อน สารเคมี และมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรอบ น้อยเนื่องจากผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นและประสิทธิภาพขั้นสูง
แยกแยะด้วยสายตา (ดูรูป)
หากวางเพชรกลับหัวบนตัวหนังสือจะไม่สามารถอ่านออกได้ หากวาง cz กลับหัวบนตัวหนังสือจะสามารถอ่านออกได้ชัดเจน
แยกแยะด้วยการนำความร้อน (ดูรูป)
นำความร้อนได้ดี ไม่นำความร้อน
ความยากง่ายในการหา
หาค่อนข้างยาก หาง่ายมาก
การสะท้อนแสง
สะท้อนเป็นแสงสีขาว สะท้อนเป็นแสงสีรุ้ง facet ไม่เหมือนเพชร
สรุปในมุมมองผู้ซื้อ
สามารถคงคุณค่าราคาไว้ได้ระดบหนึ่ง ไม่สามารถขายต่อได้ เพราะราคาถูกมากๆ

9.ตารางเปรียบเทียบเพชรธรรมชาติ และ CZ (Cubic Zirconia)

เพชรธรรมชาติ เพชรแลป HPHT และ CVD
คุณภาพ ปกติจะสีเหลืองนิดๆ มีตำหนิตามธรรมชาติ สีขาวใสไม่มีตำหนิทำในแลป แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อเวลาผ่านไป จะมีสีค่อนข้างเข้มภายใต้แสงอาทิตย์
ค่าความแข็ง (Mohs) 10 8.5 เป็นรอยและแตกได้ง่าย
น้ำหนัก ปกติ หนักกว่าเพชร 2 เท่า
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มากเนื่องจากต้องใข้แท่นขุดเจาะและคนงานจำนวนมาก ขั้นตอนซับซ้อน สารเคมี และมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรอบ น้อยเนื่องจากผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นและประสิทธิภาพขั้นสูง
แยกแยะด้วยสายตา (ดูรูป) หากวางเพชรกลับหัวบนตัวหนังสือจะไม่สามารถอ่านออกได้ หากวาง cz กลับหัวบนตัวหนังสือจะสามารถอ่านออกได้ชัดเจน
แยกแยะด้วยการนำความร้อน (ดูรูป) นำความร้อนได้ดี ไม่นำความร้อน
ความยากง่ายในการหา หาค่อนข้างยาก หาง่ายมาก
การสะท้อนแสง สะท้อนเป็นแสงสีขาว สะท้อนเป็นแสงสีรุ้ง facet ไม่เหมือนเพชร
สรุปในมุมมองผู้ซื้อ สามารถคงคุณค่าราคาไว้ได้ระดบหนึ่ง ไม่สามารถขายต่อได้ เพราะราคาถูกมากๆ

10. เพชรปลอม (เลียนแบบ) - เพชรโมอิส เพชรโมอีส เพชรมอยส์ซาไนต์ 

เคยพบในธรรมชาติแต่หลังจากนั้นได้รับการสังเคราะห์ขึ้นมาทั้งหมด มีความสะอาดสูง สีจะค่อนข้างเทา เหลือง หรือ เทาเขียวนิดๆ ข้อเสียหลักคือจะมีสีค่อนข้างหม่น เพราะการสะท้อนแสงแบบสองชั้น

11. ตารางเปรียบเทียบเพชรและ เพชรโมอิส เพชรโมอีส เพชรมอยส์ซาไนต์


 
เพชร
มอยส์ซาไนต์
คุณภาพ
มีตำหนิตามธรรมชาติมีความสะอาดสูง ไม่มีตำหนิแต่จะมีสีค่อนข้างหม่นและ ออกเทาเหลือง หรือ เทาเขียวนิดๆ จะมีสีค่อนข้างเข้มภายใต้แสงอาทิตย์
ค่าความแข็ง (Mohs)
109.25-9.5
ธาตุ
คาร์บอนซิลิกอนคาร์ไบด์
น้ำหนัก
ปกติเบากว่าเพชรเล็กน้อย
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
มากเนื่องจากต้องใข้แท่นขุดเจาะและคนงานจำนวนมาก ขั้นตอนซับซ้อน สารเคมี และมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรอบน้อยเนื่องจากผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นและประสิทธิภาพขั้นสูง
แยกแยะด้วยสายตา (ดูรูป)
หากวางกลับหัวบนตัวหนังสือจะไม่สามารถอ่านออกได้หากวางกลับหัวบนตัวหนังสือจะไม่สามารถอ่านออกได้
แยกแยะด้วยหมอกจากลมหายใจ (ดูรูป)
จะไม่ขึ้นหมอกฝ้าจะขึ้นหมอกฝ้าค่อนข้างง่าย
แยกแยะด้วยการนำความร้อน (ดูรูป)
นำความร้อนได้ดีนำความร้อนได้ดี
แยกแยะด้วยการนำไฟฟ้า
เป็นฉนวนนำไฟฟ้า
การสะท้อนแสง
สะท้อนเป็นแสงสีขาวสะท้อนเป็นแสงสีรุ้ง
สรุปในมุมมองผู้ซื้อ
สามารถคงคุณค่าราคาไว้ได้ระดบหนึ่งไม่สามารถขายต่อได้ เพราะราคาถูกมากๆ

11. ตารางเปรียบเทียบเพชรและ เพชรโมอิส เพชรโมอีส เพชรมอยส์ซาไนต์

เพชร มอยส์ซาไนต์
คุณภาพ มีตำหนิตามธรรมชาติ มีความสะอาดสูง ไม่มีตำหนิแต่จะมีสีค่อนข้างหม่นและ ออกเทาเหลือง หรือ เทาเขียวนิดๆ จะมีสีค่อนข้างเข้มภายใต้แสงอาทิตย์
ค่าความแข็ง (Mohs) 10 9.25-9.5
ธาตุ คาร์บอน ซิลิกอนคาร์ไบด์
น้ำหนัก ปกติ เบากว่าเพชรเล็กน้อย
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มากเนื่องจากต้องใข้แท่นขุดเจาะและคนงานจำนวนมาก ขั้นตอนซับซ้อน สารเคมี และมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อมโดยรอบ น้อยเนื่องจากผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นและประสิทธิภาพขั้นสูง
แยกแยะด้วยสายตา (ดูรูป) หากวางกลับหัวบนตัวหนังสือจะไม่สามารถอ่านออกได้ หากวางกลับหัวบนตัวหนังสือจะไม่สามารถอ่านออกได้
แยกแยะด้วยหมอกจากลมหายใจ (ดูรูป) จะไม่ขึ้นหมอกฝ้า จะขึ้นหมอกฝ้าค่อนข้างง่าย
แยกแยะด้วยการนำความร้อน (ดูรูป) นำความร้อนได้ดี นำความร้อนได้ดี
แยกแยะด้วยการนำไฟฟ้า เป็นฉนวน นำไฟฟ้า
การสะท้อนแสง สะท้อนเป็นแสงสีขาว สะท้อนเป็นแสงสีรุ้ง
สรุปในมุมมองผู้ซื้อ สามารถคงคุณค่าราคาไว้ได้ระดบหนึ่ง ไม่สามารถขายต่อได้ เพราะราคาถูกมากๆ

12. คริสตัล

คริสตัลคือส่วนประกอบของแก้วและสารอื่นๆทำให้บริสุทธิ์และแข็งแรงขึ้น คริสตัลที่มีชื่อเสียงคือ Swarovski crysal นั่นเอง นิยมใข้ในแฟชั่นจิวเวลรี่ในราคาที่ไม่แพง

13. ควอทซ์

เป็นแร่ที่พบมากที่สุดในโลก มีหลายสี  มีค่าความแข็งระดับ 7 ผลึกควอตซ์ใส ไม่มีสี (Rock Crystal) ควอตซ์สีม่วง (Amethyst) ควอตซ์สีชมพู (Ross Quartz) ควอซ์สีควันไฟ (Smoky Quartz) ควอตซ์สีเหลือง (Citrine) 6. ควอตซ์สีน้ำนม (Milky Quartz) 7. แก้วตาเสือ (Tigers eye) จะไม่มีการกระจายแสงเหมือนเพชร

14. แซฟไฟร์

อัญมณแร่ตระกูลคอรันดัม (Corundum) โดยเป็นพลอยที่มีความแข็งแรงรองจากเพชรระดับ 9 ผลึกและการกระจายแสงต่างกับเพชร และมีหลากหลายสี เช่น บุษราคัม (สีเหลือง) สีแดง สีน้ำเงิน สีชมพู สีม่วง สีส้ม

15 เพชรเบลเยี่ยม เพชรรัสเซีย และ เพชรอินเดีย

  • เพชรเบลเยี่ยม สมัยก่อนการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศยังเป็นเรื่องยาก ความน่าเชื่อถือจะมาจากแหล่งการเจียระไนเป็นหลัก เพชรเบลเยียมคือเพชรที่ผ่านการเจียระไนจากช่างฝีมือในประเทศเบลเยียม ซึ่งใช้ทักษะ เครื่องมือ และเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ตามปัจจุบันเราควรอ้างอิงจากใบเซอร์เป็นหลัก เพราะ เทคโนโลยีการเจียระไนไม่ได้แตกต่างกันมาก อีกทั้งคนเจียระไนอาจเป็นคนไทย หรือ คนอินเดียด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามหากกล่าวถึงเพชรเบลเยี่ยมทุกคนจะคาดหวังคุณภาพที่สูง
  • เพชรอินเดีย เพชรอินเดียคือเพชรที่ผ่านการเจียระไนจากช่างฝีมือในประเทศอินเดีย ซึ่งสมัยก่อนจะมีคุณภาพต่ำ ราคาถูก อย่างไรก็ตามปัจจุบันมากกว่า 80% ของเพชรเจียระไนที่อินเดีย เทคโนโลยีก็ดีขึ้นมากๆแล้ว หากมีสถาบัน GIA IGI HRD การันตี แล้วคุณภาพจึงเทียบเท่ากับเพชรอื่นๆทั่วโลก
  • เพชรรัสเซีย เพชรรัสเซียมี 2 ความหมายคือ 1) เพชรที่ผ่านการเจียระไนจากช่างฝีมือในประเทศรัสเซีย ซึ่งคุณภาพใกล้เคียงหรือเทียบเท่าเพชรเบลเยี่ยม 2) CZ (Cubic zirconia) เพชรเลียนแบบ เพชรสังเคราะห์ เพชรเทียม หรือ เพชรสวิส

16. การตรวจเพชรแท้ปลอม การแยกแยะเพชรธรรมชาติ เพชรแลป CVD  เพชรแลป HPHT เพชรเลียนแบบ CZ และ มอยส์ซาไนต์

  • คัดกรองด้วยค่าความแข็งหาก มีค่าความแข็งเท่ากับ 10 จะเป็นเพชร หากน้อยกว่าจะไม่ใช่ สิ่งที่เหลืออยู่จะเป็นเพชรธรรมชาติ เพชรแลป CVD หรือ เพชรแลป HPHT มีค่าความแข็งเท่ากับ 10
  • คัดกรองด้วยแสง Fluorescence ทั้งสองวิธี 1) ความเข้มแสง Fluorescence ของคลื่น short และ long wave 2) ลักษณะโทนสีของแสง Fluorescence ขั้นตอนนี้เราสามารถแยกเพชรธรรมชาติออกจากเพชรแลป
  • ระบุชนิดของเพชรแลปว่าเป็น HPHT หรือ CVD  แยกแยะด้วยสายตาจากเส้น Tatami, หรือ ตรวจสอบ Phosphorescence ในเพชร หรือ การนำไฟฟ้า หรือ การแยกแยะด้วยแม่เหล็ก Neodymium
  • ปัจจุบันมีเครื่องแสกนช่วยแยกแยะและ export เป็นเอกสารทันที อย่างไรก็ตามควรเลือกเครื่องที่มีคุณภาพสูง มีการรับประกันการใช้งาน พร้อมมีศูนย์ซ่อม

17 IGI vs GIA ใบเซอร์เพชรแลป 

  • ความน่าเชื่อถือ IGI ก่อตั้งในปี 1975 มีแลป 13 แห่ง โรงเรียน 18 แห่งใน 10 ประเทศทั่วโลก และ GIA ก่อตั้งในปี 1931  มีแลป 11 แห่ง โรงเรียน 8 แห่ง สำนักวิจัย 5 แห่ง ใน 11 ประเทศทั่วโลก ทั้ง 2 สถาบันต่างมีชื่อเสียงเป็นยาวนานและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง (HRD เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงเช่นกัน แต่จะออกใบเซอร์เฉพาะเพชรที่มีจำนวน 1 กะรัตเป็นต้นไป จึงไม่เป็นที่นิยมมากนัก)
  • ความเชี่ยวชาญ IGI จะมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมในการตรวจเพชรแลปมากกว่า GIA ซึ่งจะได้รับความนิยมสำหรับการตรวจเพชรธรรมชาติมากกว่า 
  • ราคา IGI มีราคาที่ถูกกว่าในการตรวจเพชรแลป จึงเป็นที่นิยมกว่าสำหรับร้านจิวเวลรี่
  • มาตรฐาน เป็นที่ทราบกันดีว่ามาตรฐานที่ทั่วโลกยอบรับจะเป็นเซอร์จาก GIA ซึ่งจะมีเกณฑ์วัดคะแนนที่สูงกว่า IGI เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสำหรับเพชรแลปแล้ว IGI จะเป็นที่นิยมสูงสุด
  • วิธีการประเมินคุณภาพเพชร ใช้ 4C ทั้งสองสถาบัน GIA จะเน้นไปที่ สี (Color) และความสะอาด (Clarity) ส่วน IGI จะเน้นที่การเจียระไน (Cut) มากกว่า เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญที่เซอร์เพชรแลปเหมาะกับ IGI เนื่องจากสีและความสะอาดสามารถควบคุมได้ในแลป แต่การเจียระไนในหลายๆครั้งจำเป็นต้องใข้มนุษย์ในการทำ
    สำหรับ Happy Giver เพชรเม็ดเดี่ยวทุกเม็ดที่ขนาดเกิน 0.5 กะรัตจะได้รับใบเซอร์เพชรแลปจาก IGI ฟรี ไปด้วย โดยคุณลูกค้าสามารถตรวจเช็ค Serial number ในใบเซอร์และขอบเพชร (Girdle) เพื่อความมั่นใจว่าเป็นเพชรแลปที่ได้ไปตรงกับใบเซอร์จริงๆ

18.วิธีเลือกเพชรแลป 4C, สัดส่วนเพชร, ตำแหน่งของสิ่งสกปรกบนเพชร, ฟลูออเรสเซนต์ และ คอมเมนท์ 

Color (สี)
  • สี DEF ไม่มีสี ใส บริสุทธิ์ จนไปถึง Z สีเพชรที่นิยมจะเป็นสี D (น้ำ 100) E (น้ำ 99) และ F (น้ำ 98) 
  • สี G-M ใกล้ไร้สี
  • สี N-R สีเหลืองจางมาก
  • สี S-z สีเหลืองจาง

Clarity (ความสะอาด) คำศัพท์: ตำหนิที่อยู่ด้านในเพชร เรียกว่า “Inclusions” ตำหนิที่อยู่ด้านนอกเพชร เรียกว่า “Blemish”

Flawless: FL – เป็นระดับความสะอาดของเพชรที่มีความสะอาดสูงสุด คือไม่มีตำหนิหรือมลทินเลยทั้งประเภทภายใน (Inclusions) และภายนอก (Blemish) จึงเป็นเพชรที่หาได้ยากมากๆ และมีราคาสูงมากเช่นกัน
Internally Flawless: IF – ไม่มีมลทินภายในเพชร (Inclusions) แต่อาจมีตำหนิบริเวณผิวภายนอก (Blemish) ที่มองเห็นได้ยากแม้จะใช้กล้องส่องดู
Very Very Slightly Included: VVS (แบ่งเป็น VVS1 และ VVS2) – มีตำหนิที่น้อยมาก มองเห็นได้ยากแม้จะใช้กล้องที่มีกำลังขยาย 10 เท่า โดยเพชรที่มีตำหนิระดับ VVS1 อยู่หลายๆ จุดรวมกันจะถูกประเมินเป็น VSS2
Very Slightly Included: VS (แบ่งเป็น VS1 และ VS2) – มีตำหนิที่เล็กน้อยที่สามารถมองเห็นได้ผ่านการใช้กล้องที่มีกำลังขยาย 10 เท่าส่องดู ถือเป็นเพชรที่เป็นเกรดที่ราคาคุ้มค่าและคนส่วนใหญ่นิยมซื้อ เพราะยังไม่มีผลต่อความสวยงามและประกายของเพชรเท่าไร แต่ราคาค่อนข้างถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับระดับ VVS, IF และ FL
Slightly Included: SI (แบ่งเป็น SI1 และ SI2) – มีตำหนิหรือมลทินที่สามารถมองเห็นได้ง่ายโดยใช้กล้องที่มีกำลังขยาย 10 เท่า แต่สำหรับเพชรที่มีขนาดใหญ่อาจจะสามารถมองเห็นตำหนิได้ด้วยตาเปล่า
Included: I (แบ่งเป็น I1, I2 และ I3) – เป็นเพชรที่มีรอยตำหนิหรือมลทินที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแม้เพชรจะมีขนาดเล็กก็ตาม มักเป็นเพชรที่มีตำหนิขนาดใหญ่ทำให้มีผลต่อความสวยงามของเพชร รวมถึงประกายของเพชรเวลาที่กระทบแสง

Carat (กะรัต)
  • น้ำหนักของเพชร เพชร 1 กะรัต จะมีน้ำหนักเท่ากับ 0.2 กรัม หรือ 200 มิลลิกรัม โดยสำหรับเพชรที่มีน้ำหนักไม่ถึง 1 กะรัต จะมีหน่วยเรียกย่อยเป็น หน่วย point หรือที่คนไทยหลายๆ คนนิยมใช้เรียกกันคือหน่วย “ตัง” โดยเพชร 1 กะรัตจะเท่ากับ 100 ตัง เช่น เพชร 30 ตัง ก็คือเพชร 0.30 กะรัตนั่นเอง
Cut (เจียระไน)
  • Cut Grade การเจียระไนเหลี่ยมเพชรส่งผลกับการสะท้อนแสงของเพชรได้แก่ ประกาย, ไฟหรือการกระเจิงของแสง และความแวววาว ซึ่งการเจียระไนเพชรนั้นถือเป็นสิ่งที่วิเคราะห์และประเมินได้ยากมากที่สุด การเจียระไนของเพชรสามารถแบ่งเกรดออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ Excellent, Very Good, Good, Fair และ Poor โดยเพชรที่มีระดับการเจียระไนที่ดีที่สุดจะถูกเรียกว่าเป็น Triple Excellent Cut (3Ex) คือมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม (Excellent) ทั้ง 3 ด้าน
  • Polish การขัดเงาหรือความเรียบและคุณภาพของผิวเพชรเรียกว่า หลังจากเจียระไนเพชรแล้ว ช่างฝีมือจะทำเพชรให้สำเร็จเพื่อให้ได้พื้นผิวที่เรียบเหมือนแก้ว  สม่ำเสมอ ไม่มีรอยขรุขระ ทำให้แสงตกกระทบได้ดี แบ่งเกรดออกเป็น 5 ระดับเช่นกัน
  • Symmetry ความสมมาตรของเพชรที่ได้รับการเจียระไนที่ดีคือ เพชรที่มีเหลี่ยมเพชร (Facets) แต่ละเหลี่ยมสมมาตรกันทั้งซ้ายและขวา ทุกๆ เหลี่ยมมีขนาดที่เท่าเทียมกัน มุมต่างๆ มีความสมมาตรทำให้แสงสามารถตกกระทบได้ดี
สัดส่วนเพชร

มีความสำคัญกับการสะท้อนแสงของเพชร และ รูปร่างของแหวนหรือจิวเวอรี่ที่ออกแบบเพื่อโชว์เพชรด้านข้าง โดยไม่มีสัดส่วนที่ตายตัว เช่น
1.    หน้าเพชร (Table) อยู่ระหว่าง 55% – 58%
2.   องศาระหว่างส่วนบนเพชรและขอบเพชร (Crown angle)   = 33° – 35.5°
3.   องศาระหว่างส่วนล่างเพชรและขอบเพชร (Pavilion angle) = 40.6° – 41.0°
4.   ความสูงลึกของเพชร (Depth) = 61% – 62.5%
5.   ความหนาขอบเพชร (Girdle thickness) = ความหนาน้อยถึงปานกลาง 3.5-4.0%
6.   ก้นเพชร (Culet) = None
หรือสามารถเช็คประสิทธิภาพของการเล่นแสงจากสัดส่วนของเพชร
7.   สะท้อนแสง (Light Return) คือ การสะท้อนของแสงที่ออกมาจากเพชร
8.   ประกายเพชร (Brilliancy) คือ ความสว่างใสของเพชร
9.   ไฟ (Fire) คือ การกระจายของแสงบนตัวเพชร
10.   ความระยิบระยับ (Scintillation) คือ ประกายวิ้งๆของเพชร เวลาขยับเพชรไปมา

ตำแหน่งของสิ่งสกปรกบนเพชร
  • หากเป็นจุดเล็กๆไม่สามารถเห็นได้ชัดโดยตาเปล่าหรือกล้องขยาย 10 เท่า โดยปกติแล้วจะไม่ได้รับการปรับปรุงคุณภาพ หากแต่ว่ามีรอยดำที่ชัดเจน สามารถยิงเลเซอร์ได้แต่จะทิ้งล่องรอยไว้ หรือ ใข้วิธีการให้ความร้อนและแรงดันสูง
  • ตำหนิที่น่ากลัวรอยร้าวที่สามารถนำไปสู่รอยแตกได้ โดยเฉพาะบริเวณขอบเพชรซึ่งเป็นส่วนที่บางทีสุด
  • ตำหนิที่เห็นได้ชัดบนหน้าเพชรอาจส่งผลต่อการกระจายแสงจึงควรสังเกตุเพชรในที่มืดและที่สว่างก่อนการตัดสินใจซื้อ เพราะบางตำหนิอาจเห็นได้ชัดในที่มีแสงสว่างเท่านั้น ถ้าให้เลือกจริงๆควรเลือกตำหนิด้านข้าง
  • รอยตำหนิเกี่ยวกับความสวยงามบริเวณด้านบนขอบของเพชรหากไม่ได้เกิดติดๆกัน สามารถใช้วิธีการฝังหุ้มหรือฝังหนามเตยบังได้ แต่จะต้องระวังไม่ให้ขอบเพชรแตกเพิ่มมากขึ้น
ฟลูออเรสเซนต์ 

Fluorescence คือ การเรืองแสงของเพชรเมื่อนำแสง UV (ที่สายตามองไม่เห็น) ไปส่องโดยตรง อธิบายง่ายๆเพชรมีสารโบรอน (B) ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเรืองแสง 1 ใน 3 ของเพชรทั้งโลกมี Fluorescence ราคาของเพชรจะสูงหากไม่มี  Fluorescence โดยสามารถแบ่งได้ 5 เกรด คือ None , Faint , Medium, Strong และ Very Strong ส่วนใหญ่ที่พบจะเรืองแสงสีน้ำเงิน ส่วนสีเหลือง สีเขียวจะพบได้ยากและพบยากที่สุดคือสีแดง

คอมเมนท์ 

จะเป็นส่วนเสริมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการดูเพชรที่ไม่ควรมองข้ามเช่น เห็นร่องรอยของการปรับปรุงคุณภาพในการเปลี่นนสี, เป็นเพชรแลปชนิด CVD หรือ HPHT, และ อื่นๆที่มีความสำคัญและควรได้รับการชี้แจง

พวกเราขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่สนับสนุน ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส บางครั้งโอกาส หรือ เงินจำนวนเล็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนได้ ขออวยพรให้ท่านและครอบครัวมีความสุข คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนาทุกประการ”